หรือจะเป็นตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ หรือปัจจุบันคือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งรัชการที่ 5 เคยเสด็จมาประทับแรมที่ตำหนักแห่งนี้ใกล้กันมีบ้านบ้านโบราณหลังหนึ่งเห็นบอกว่าเป็นบ้านที่ใช้ถ่ายทำเรื่องบ้านผีสิง บรือ ขนลก เรือยังแล่นผ่านศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา ที่ภายในศาลมีเสาหลักเมืองอยู่ 2 เสาด้วยกัน เสาที่เล็กกว่าจะเป็นเสาเก่าโบราณตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เรือยังคงแล่นผ่านสถานที่การค้าเก่าแก่ในเมืองแปดริ้ว ผ่านวัด และผ่านโบสถ์ในศาสนาคริสต์ และผ่านเรือนแพอาหารอร่อยที่คนทานต้องเข้าคิวนั่งรอตลอดเพราะเรือนแพนี้มีโต๊ะเพียง 3 ตัวเท่านั้น อยากทานต้องจองคิวคะ นอกจากนี้ยังมีเรือนแพเก่าแก่อีกหลายหลังซึ่งแสดงให้เห็นว่าในบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนในการค้าขายทางน้ำมาก่อน และเมื่อเรือลอดผ่านใต้สะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงซึ่งเป็นสะพานสำหรับรถไฟขนส่งสิ้นค้าแล่นผ่าน นั้นแสดงว่าเรากำลังขึ้นฝั่งไปยืดเส้นยืดสายและเดินเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือที่ “ตลาดบ้านใหม่” รวมเวลาในเรือ 30 นาที ก็ขึ้นฝั่ง ที่ร้านป้าหนูร้านอาหารดังแห่งเมืองฉะเชิงเทรา ไกด์น้องน้อยแห่งโรงเรียนพุทธโสธร แจ้งรายการให้เลือก 2 รายการคือ เที่ยวตลาดบ้านใหม่ หรือไหว้พระที่วัดจีนประชาสโมสร ก็ได้ใ ห้เวลาเยี่ยมชม 1 ขั่วโมง ใครสายเรือไม่รอ ปรากฏว่า 95 % ขอเที่ยวชอปปิ้งอยู่ที่ตลาดบ้านใหม่ พวกเราเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เหลือไปไหว้พระ ตอนแรกคิดว่าคงมีเวลากลับมาเดินเล่นที่ตลาด ใครจะเชื่อละ ว่าทุกคนทราบซึ้งมากอยู่ในวัดจนเกือบตกเรือ เลยอดชอปปิ้งตลาดเลย ไม่เป็นไรได้ไหว้พระบรมสาริกธาตุในวัดจีนก็คุ้มแล้ว
วัดเล่งฮกยี่หรือวัดจีนประชาสโมสรนี้เป็นวัดในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ผู้สร้างคือหลวงจีนชกเฮ็ง ซึ่งเป็นศิษย์ของวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่ในเยาวราช จึงถือว่าวัดเล่งฮกยี่เป็นวัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ก็ว่าได้ ส่วนชื่อวัดจีนประชาสโมสรนั้นก็เป็นชื่อพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เมื่อพระองค์ได้เสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้ก็อยู่ที่พระประธานองค์ใหญ่ 3 องค์ที่ตั้งอยู่ด้านใน และพระอรหันต์ 18 องค์ตั้งเป็นสองแถวด้านข้างพระประธาน มองเผินๆ อาจจะไม่เห็นความพิเศษ แต่ที่น่าทึ่งก็คือทั้งพระประธานและพระอรหันต์ที่เห็นอยู่นี้ ทำขึ้นจากกระดาษที่เรียกว่าเปเปอร์มาเช่ และมีอายุกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยภายในนั้นยังมีพระพุทธรูปและเทพเจ้าในนิกายมหายานอีกมากมาย รวมไปถึงยังมีระฆังใบใหญ่ น้ำหนัก
กว่า 1 ตัน ซึ่งมีเพียง 1 ใน 3 ใบของโลกที่รอบระฆังมีอักษรมหาปรัชญาปารมิตราสูตรถือกันว่าผู้ได้ใดตีระฆังก็เหมือนกับการได้สวดมนต์แล้ว แต่สิ่งทุกคนสนใจต้องมากราบไหว้องค์เทพเจ้าไฉ่เซ่งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ซึ่งคนที่มาไหว้จะต้องใช้มือตบถุงเงินถุงทองขององค์เทพเจ้า โดยไปท่องบทสวดมนต์ที่ด้านหน้าท่านก่อน จากนั้นจึงเดินไปตบที่ก้นถุงสามครั้งแล้วลูบจากก้นถุงนั้นมาสู่กระเป๋าสตางค์ของตนเองที่เปิดอ้ารอไว้ สามครั้ง นั้นคือการขอโชคลาภและโกยทรัพย์สินเข้ากระเป๋าเรานั้นเอง ดังนั้นพวกเราจึงไม่รอช้าต่อแถวทำพิธีกับเขาบ้าง เพี้ยง ขอให้รวย มีเสียงสมาชิกกล่มอุทานดังขึ้นว่า เหลืออีก 5 นาทีเรือออก ก็เกิดอาการตาเหลือกต้องเดินร้อยเมตร เกือบขึ้นเรือไม่ทันเฉียดฉิวเชียว แต่เห็นกลุ่มที่มาถ่ายรายการการตี๋อ้วนชวนหิวนั่งกันเต็มที่ร้านป้าหนู ยังได้ทักทาย bye bye กันแต่กว่าจะกลับขึ้นฝั่งได้ ก็ต้องนั่งเรือนานกว่ารอบอื่นเพราะเกียร์ถอยหลังของเรือคงเสียไม่สามารถถ้อยหลังได้ ต้องตีวงกลับเสียไกลเชียว กลับขึ้นฝั่งได้ก็ไปไหว้องค์หลวงพ่อโสธร เชื่อแม๊ะ อาจารย์อ้อยโดนบังคับให้ใส่เสื้อคลุม เพราะเจ้าหน้าที่อ้างว่าเสื้อตัวที่ใส่มันสั้น อาจารย์อ้อยยังสงสัยว่ามันสั้นตรงไหนกันอะ แต่เอาก็เอา แล้วก็รับมาใส่อย่างว่าง่าย ในอุโบสถใหม่คนเยอะเหมือนเคย ได้รับแจกน้ำมนต์มาด้วย คนละ 2 หลอด ว่าแล้วก็จะขอเล่าประวัติของวัดและวัดพุทธโสธรดังนี้ องค์หลวงพ่อโสธรนั้นถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรามานานแล้ว หากใครเคยอ่านตำนานประวัติของท่านก็คงจะทราบว่า องค์หลวงพ่อโสธรนั้นลอยน้ำมาจากทางเหนือพร้อมกับพระพี่น้องอีก 3 องค์ แล้วได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ประชาชนได้เห็นในหลายๆ คุ้งน้ำ แต่ก็ไม่มีใครสามารถนำพระพุทธรูปขึ้นมาจากน้ำได้ จากนั้นพระพุทธรูป 3 องค์ก็ได้ลอยแยกทางกันไป องค์หลวงพ่อโสธรนั้นได้ลอยมาที่หน้าวัดหงส์ หรือวัดโสธรวรารามฯ ในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัด กลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้วมาตั้งแต่บัดนั้น มาว่ากันถึงเรื่องพระอุโบสถของวัดโสธรฯ เป็นพระอุโบสถหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้สร้างขึ้น หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จมาทรงทำพิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาเมื่อปี พ.ศ.2509 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เป็นองค์ประธานในการก่อสร้าง ส่วนรูปแบบของพระอุโบสถวัดโสธรวรารามฯ นั้นก็เป็นแบบปราสาททรงไทยทำด้วยหินอ่อนจากอิตาลีทั้งหลัง มีหลังคาจตุรมุข ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑป เป็นฉัตรทองคำแท้ 5 ชั้นด้วยกัน เฉพาะยอดมณฑปนี้ก็มีมูลค่าถึง 44
ล้านบาทเข้าไปแล้ว และมูลค่าโดยรวมของพระอุโบสถหลังนี้ก็ประมาณ 2,500 ล้านบาทเลยทีเดียว และศูนย์รวมความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนก็อยู่ภายในพระอุโบสถ ซึ่งก็คือหลวงพ่อโสธรนั่นเอง แต่พระพุทธรูปในพระอุโบสถนี้จะมีอยู่หลายองค์ด้วยกัน ก็ให้สังเกตองค์ที่อยู่ตรงกลาง และมีจีวรคลุมองค์ไว้ นั่นแหละคือองค์หลวงพ่อโสธร เมื่อได้สักการะหลวงพ่อโสธรเสร็จเรียบร้อย เก็บภาพมุมสวยๆ ไว้เป็นที่ระลึกแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทุกคนต้องเติมพลังงาน กันแล้ว ขณะที่เติมพลังงานกัน ก็ได้ข้อตกลงใหม่ว่าเราจะไปตลาดคลองสวนกัน แต่ทุกอย่างต้องไปเริ่มที่ขนส่งใหม่ของฉะเชิงเทราก่อน เอ้า พวกเราลุ้ย (ติดตามตอนที่ 2)


